10 กุมภาพันธ์ 2555

หน้าแรก

                ท่านพุทธทาสเคยกล่าวไว้ว่า 
"ความสำเร็จสูงสุดของมนุษย์ ไม่ใช่ความ
  สำเร็จในการหาเงิน" 

   สวัสดีครับ... ผมเป็นผู้ชายไทยธรรมดาที่ใช้ชีวิตแบบปุถุชนมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2504 มีอะไรเกือบทุกอย่างที่ผู้ชายไทยธรรมดาชั้นล่างๆ คนหนึ่งจะพึงมี ทำทั้งกรรมดี และไม่ดีปะปนกันไปตลอด ยังมีความรู้สึก รัก ชัง ชอบ เกลียด อาฆาต ซึ่งยังเป็นเหตุให้เวียนว่าย เกิด แก่ เจ็บ ตาย ไปอีกไม่รู้อีกกี่ล้านชาติ บัดนี้ กาลนี้ ผมมีวาสนาได้เกิดอยู่ในยุคมีสมเด็จพระบรมครูผู้ประเสริฐ ผู้ซึ่งทรงยอมสละความสุขทั้งหลายทั้งปวง เพื่อค้นหาความหลุดพ้นจนพบ อีกองค์พระเบื้องบนยัง มีพระมหาเมตตาชี้ทางให้บัวใต้น้ำอย่างผมให้เห็นทางหลุดพ้นนั้น "แจ่มแจ้งชัดเจน กระจ่างดุจกลางวัน" หากผมไม่ยอมเดินทางตามที่พระองค์ได้ทรงชี้แนะไว้แล้วนับว่า เสียชาติเกิด อย่างยิ่ง
-------------------------------- 
มารไม่มี บารมีไม่เกิด
       เนื่องมาจากบล็อคที่ผมเป็นเจ้าของนี้ถูกพาดพิงจากหลายกระทู้ ทำให้มีผู้เข้าใจผิดว่าผมค้าขายหรือเป็นหุ้นส่วนกับผู้อื่นในการค้าขายพระและวัตถุมงคลสูงส่งนี้ ผมขอสาบานต่อองค์พระเบื้องบน ซึ่งมีสมเด็จองค์ปฐมทรงเป็นประธาน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกองค์ พระอรหันตเจ้าทุกองค์ พระโพธิสัตว์เจ้าทุกองค์ และองค์หลวงปู่บรมครูพระเทพโลกอุดรทั้ง 5 องค์ว่า หากผมได้เคยขายพระแม้แต่องค์เดียวหรือว่าเป็นหุ้นส่วนกับผู้ใดในการขายพระหรือวัตถุมงคลไม่ว่าจะเป็นพระชนิดใดหรือวัตถุมงคลชนิดใดก็ตาม ขอเทพยาฟ้าดินได้ลงโทษผมตามโทษานุโทษและอย่าได้พบพระพุทธศาสนาอีกต่อไป แต่ถ้าหากผมไม่เคยค้าขายพระและวัตถุมงคล นำพระและวัตถุมงคลออกให้ผู้คนทำบุญโดยไม่หักค่าใช้จ่ายไม่ว่าค่าเดินทาง ค่าต้นทุนหาพระ ค่าส่งพระ ขอพระเบื้องบนทุกพระองค์ เทพยดาฟ้าดิน ได้โปรดอำนวยพรให้ผมได้พบความเจริญทั้งทางโลกและทางธรรม กับพบพระนิพพานในอนาคตกาลไม่นานนี้ด้วยเทอญ
      ส่วนท่านที่พูด กล่าว เขียน พาดพิงผมในเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ไม่เป็นจริง กล่าวหรือเขียนข้อความโกหกป้ายสีผม  ผมอโหสิกรรมให้ครับ  และโปรดสังเกตว่า ผมไม่ได้กล่าวแช่งใครด้วย เพราะผมเชื่อเรื่องกฏแห่งกรรมว่า ใครทำอะไรก็จะได้รับผลอันนั้น ไม่ว่ากรรมดีหรือกรรมชั่ว ใครกล่าวมุสาใส่ร้ายผม ผลของกรรมนั้นจะย้อนไปหาเอง ใครค้าขายสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่พระอริยสงฆ์และท่านผู้สร้างเจตนาไว้สืบพระ ศาสนาเพื่อหากำไรบำรุงกิเลสตนเอง ผลกรรมนั้นก็จะย้อนไปหาเอง
                     ------------------------------------

ท.พ.สม สุจีรา กล่าวว่า........
     คนที่ทำความผิด สามารถใช้ความคิดหาเหตุผลมาเข้าข้างตัวเองได้เสมอแม้แต่โจรห้าร้อย แต่ความรู้สึกโกหกไม่ได้ เจ้าตัวความรู้สึกนี้เองที่จะก่อให้เกิดเป็นเวทนาเก็บไว้ในดวงจิต และเมื่อเหตุปัจจัยเหมาะสม มันจะสนองตอบต่อผู้ที่เคยทำกรรมซึ่งเกี่ยวกับความรู้สึกนั้นไว้ ไม่ว่าภายในชาตินี้หรือชาติไหนๆ

------------------------------------------

(ธรรมะของท่านเจ้าคุณนรรัตนราชมานิต)

      คนเราเมื่อมีลาภ ก็เสื่อมลาภ เมื่อมียศ ก็มีเสื่อมยศเมื่อมีสรรเสริญ ก็มีนินทา เป็นของคู่กันมาเช่นนี้ จะไปถืออะไรกับปากมนุษย์ ถึงจะดีแสนดี ... มันก็ติ ถึงจะชั่วแสนชั่ว ... มันก็ชม นับประสาอะไร พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐเลิศยิ่งกว่ามนุษย์เทวดายังมีมารผจญ ยังมีคนนินทาติเตียน ปุถุชนอย่างเราจะรอดพ้นจากโลกะธรรมดังกล่าวแล้วไม่ได้
ต้องคิดเสียว่า เขาจะติ ... ก็ช่าง เขาจะชม ... ก็ช่าง เราไม่ได้ทำอะไรให้เขาเดือดเนื้อร้อนใจ ก่อนที่เราจะทำอะไร เราคิดแล้วว่าไม่เดือดร้อนแก่ตัวเราและคนอื่น ... เราจึงทำ เขาจะนินทา.. ว่าใส่ร้าย อย่างไร ก็ช่างเขา บุญเราทำ กรรมเราไม่สร้าง พยายามสงบกาย สงบวาจา สงบใจ ไยจะต้องไปกังวล กลัวใครจะติเตียนทำไม ไม่เห็นมีประโยชน์ เปลืองความคิดเปล่า ๆ
------------------------------------------ 
กราบขอบพระคุณท่านหนุ่มเมืองแกลง



-----------------------------------
    การขายพระเครื่อง พระบูชาที่มีเจตนาสร้างเพื่อการบุญนั้น เป็นบาปหรือไม่ มีคำสัมภาษณ์ของพระอริยสงฆ์ได้ให้คำตอบอย่างดีอยู่แล้วว่าบาปหรือไม่ (บาปหนักครับ)
ศิษย์ : อย่างนี้พวกที่ขายพระเค้าก็เป็นบาป?
หลวงตา : ไม่ต้องไปพูดถึงเรื่องบาป หนักมากฮะ
ศิษย์ : แล้วถ้าเค้าขายเพื่อดำรงชีวิตของเค้า บาปไม๊?
หลวงตา : บาปฮะ ถ้าเงินที่ได้มา ไม่ได้เอามาต่อบุญ ไม่ได้เอาบุญมา ต่อบุญ
ศิษย์ : แล้วถ้าเค้าให้บูชาเพื่อเอาเงินมาทำบุญ?
หลวงตา : อันนั้นมันบุญต่อบุญ ไม่บาป ไม่เกี่ยวกัน
ศิษย์ : ก็คือต้องขายเพื่อเอามาทำบุญต่อบุญ?
หลวงตา : ใช่
ศิษย์ : ขายเอามากินเองไม่ได้เลย?
หลวงตา : ไม่ได้ อย่างน้อยๆ 1 ใน 3 จะต้องทำบุญ หลวงพ่อดู่ท่านว่านะ เป็นการชำระหนี้สงฆ์ คือถ้าจะใช้ได้ เราต้องชำระหนี้สงฆ์
ศิษย์ : อย่างตอนนี้เป็นพุทธพานิชย์ไป คนก็ยิ่งบาปกันเข้าไปใหญ่?
หลวงตา :  บาปเยอะฮะ... หลวงพ่อดู่ท่านไม่เคยจำหน่ายพระฮะ พระผง พระสีขาวๆ ยกเว้นเป็นเหรียญ  มันต้องมีต้นทุน ไปสร้างเมรุเผาผี สร้างอะไร ต้องใช้เหรียญ แต่พระขาวๆนี่ ท่านไม่ได้ขาย แจกหมดเลยฮะ แจกพร้อมแผ่นแนวทางปฏิบัติ ตอนหลังที่ท่านไม่แจกเพราะมันเอาไปขาย ขอเอาไปขาย
ศิษย์ : อย่างนี้พวกปลอมพระนี่ คงยิ่งไม่ต้องพูดถึง?
หลวงตา : ไม่ต้องพูดถึง
ศิษย์ : แต่ถ้าเป็นพระปลอม แต่มีรูปลักษณ์ของพระของหลวงปู่ ก็ยังมีพลังงานไม๊ครับ?
หลวงตา : มีฮะ
------------------------------------
    บุญใดที่ข้าพเจ้าได้ทำด้วยจิตบริสุทธิ์ ทรัพย์บริสุทธิ์ เจตนาที่บริสุทธิ์ในทุกๆ ครั้งของข้าพเจ้าที่ผ่านมา ขอบุญนั้นจงเป็นเหตุปัจจัยให้ข้าพเจ้าได้พบมหาสมบัติอันคือ "พระนิพพาน" ในอนาคตกาลด้วยเทอญ
**********************
    ปกติแล้วเราๆท่านๆ มักจะได้ร่วมบุญในการทำนุบำรุงวัด ศาสนสถานอยู่บ่อย แต่การได้สร้างวัดใหม่นั้นไม่ค่อยจะมีโอกาสกันเท่าใดนัก ดังนั้นผมขอเรียนเชิญร่วมบุญสร้างวัดเกศเแก้วเกศาธรรม (วัดภูดานไห) โปรดดูที่ลิ้งค์ได้เลยครับ ผมขอมหามุฑิตาโมทนาสาธุกับท่านที่ได้ร่วมบุญสร้างวัดภูดานไหมา ณ โอกาสนี้ด้วยครับ http://phudanhai.blogspot.com/2011/09/07.html
----------------------------------------------------------------
มาบริจาคโลหิตกันเถอะ
----- กราบเรียน ผู้ที่เข้ามาอ่านบล็อคนี้ทุกท่าน ผมเรียนเชิญให้ทุกท่านร่วมทำบุญใหญ่และทำทานใหญ่โดยใช้ "ส่วนหนึ่งของชีวิตเราเพื่อช่วยชีวิตผู้อื่น" ผมขอแนะนำให้ท่านไปบริจาคโลหิตครับ เราทุกคนล้วนทำทาน มีศีล มีภาวนา แต่ทานส่วนใหญ่แล้วจะเป็นทานอันเกิดจากสมบัตินอกกายทั้งสิ้น
---- โปรดตรองดูเถิดว่า หากเราสามารถให้ทานโดยสละส่วนหนึ่งของชีวิตเรา การที่เราสามารถช่วยให้ชีวิตผู้อื่นได้ดำรงสืบไป ได้ทำความดี ได้ทำกุศลต่อไปได้อีก อานิสงส์นั้นจะสูงเพียงใด การสละทรัพย์สินของนอกกายนั้นสามารถทำได้ไม่ยาก แต่การสละโลหิตนั้น ท่านต้องเตรียมและตั้งใจพร้อมที่สละ คือ ต้องเตรียมร่างกายให้แข็งแรงเสมอ ไม่เสพสิ่งเสพติดใดๆ ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บหรืออยู่ในระหว่างรับประทานยา

ขณะ บริจาค--ผมมองโลหิตไหลไปตามสายลงไปยังถุงเก็บนั้น ผมรู้สึกถึงความภาคภูมิใจอย่างยิ่งในบุญกุศลที่ได้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ พระสงฆ์องค์เจ้าโดยไม่เลือกว่าโลหิตของเรานั้นจะเจาะจงไปช่วยผู้ใด ตั้งแต่ยาจก เศรษฐี นักบวชในทุกศาสนา เป็นการให้ชีวิตเราไปต่อชีวิตผู้อื่น นับเป็นมหาทานอันยิ่งใหญ่กว่าการบริจาคทรัพย์สิ่งของนอกกายมากนัก

---- ผมเองไม่สักแต่ว่าจะชวนทุกท่านอย่างเดียว ผมเองก็บริจาคโลหิตมาตั้งแต่อายุ 17 ต่อเนื่องมาเรื่อยๆ จนบริจาคได้เพียง 83 ครั้งก็ต้องหยุด เนื่องจากเกิดโรคประจำตัว อันเป็นโรคที่เราไม่ได้ไปแส่หาเรื่องนำมันมาใส่ตัว แต่มันเป็นเรื่องของกรรม ทำให้บริจาคต่อไม่ได้เพราะเป็นข้อห้ามของสภากาชาดที่จะไม่รับโลหิตของคนที่ กำลังรับประทานยา

---- ผมหวังเหลือเกินว่า หากท่านใดที่ยังสามารถบริจาคโลหิตได้ ขอให้ทำเถิดครับ ใครจะรู้บ้างว่าโลหิตของท่านนั้นอาจจะไปช่วยต่อชีพดำรงขันธ์พระอรหันต์ พระอริยสงฆ์องค์ใดบ้างในขณะปัจจุบันนี้

มหาทานนี้ยิ่งใหญ่เหลือประมาณนัก
 ***************************

พระราชนิพนธ์: สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
     ผู้ที่ทำบุญกุศลอยู่อย่างสม่ำเสมอเพียงพอ แม้จะเหมือนไม่ได้รับผลของความดี และบางครั้งก็เหมือนทำดีไม่ได้ดี ทำดีได้ชั่วเสียด้วยซ้ำ เช่นนี้ก็เหมือนจุดไฟในท่ามกลางแสงสว่างยามกลางวัน ย่อมไม่ได้ประโยชน์ จากแสงสว่างนั้น 
      แต่ถ้าตกค่ำมีความมืดมาบดบังแสงสว่างนั้นย่อม ปรากฏขจัดความมืดให้สิ้นไป สามารถแลเห็นอะไรๆ ได้ เห็นอันตรายที่อาจมีอยู่ได้ จึงย่อมสามารถหลีกพ้นอันตรายเสียได้ ส่วนผู้ไม่มีแสงสว่างอยู่กับตน เช่นไม่มีเทียนจุดอยู่ เมื่อถึงยามกลางคืนมีความมืดมิด ย่อมไม่อาจขจัดความมืดได้ ไม่อาจเห็นอันตรายได้ ไม่อาจหลีกพ้นอันตรายได้
      ผู้
ทำความดีเหมือนผู้มีแสงสว่างอยู่กับตัว ไปถึงที่มืดคับขัน ย่อมสามารถดำรงตนอยู่ได้ด้วยดีพอสมควรกับความดีที่ทำอยู่ ตรงกันข้ามกับผู้ไม่ได้ทำความดีซึ่งเหมือนกับผู้ไม่มีแสงสว่างอยู่กับตัว ขณะยังอยู่ในที่สว่าง อยู่ในความสว่างก็ไม่ได้รับความเดือดร้อน

      แต่เมื่อใดตกไปอยู่ในที่มืดคือที่คับขันย่อมไม่สามารถดำรงตนอยู่ได้อย่างสวัสดี ภัยอันตรายมาถึงก็ไม่รู้ไม่เห็น ไม่อาจหลีกพ้น คนทำดีไว้เสมอกับคนไม่ทำดีแตกต่างกันเช่นนี้ประการหนึ่ง
     
การทำดีต้องไม่มีพอ ต้องทำให้ยิ่งขึ้นอยู่เสมอเพราะไม่มีใครอาจประมาณได้ว่าเมื่อใดจะตกไปในที่ มืดมิดขนาดไหน ต้องการแสงสว่างจัดเพียงใด ถ้าไม่ตกเข้าไปในที่มืดมิดมากมายนัก มีแสงสว่างมากไว้ก่อน ก็ไม่ขาดทุน ไม่เสียหาย

      แต่ถ้าตกเข้าไปในที่มืดมิดมากมาย แสงสว่างน้อย ก็จะไม่เพียงพอจะเห็นอะไรๆ ได้ถนัดชัดเจน การมีแสงสว่างมากจะช่วยให้รอดพ้นจากการสะดุดหกล้มลงเหวลงคู หรือ ตกเป็นเหยื่อของสัตว์ร้ายจนถึงตายถึงเป็นอานุภาพของความดีหรือบุญกุศลนั้น เป็นอัศจรรย์จริง เชื่อไว้ดีกว่าไม่เชื่อ และเมื่อเชื่อแล้วก็ให้พากันแสวงหาอานุภาพของความดีหรือบุญกุศลให้เห็นความ อัศจรรย์ด้วยตนเองเถิด

 ----------------------------------------------------------------
กราบ กราบ กราบ
        พระเดชพระคุณหลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม วัดอัมพวัน สิงห์บุรี พ่อแม่ครูอาจารย์ที่ได้สอนวิปัสสนากรรมฐานแด่กระผม ซึ่งหลวงพ่อท่านเปิดเผยว่าท่านก็เป็นศิษย์หลวงปู่ดำในป่า ซึ่งก็หมายถึงบรมครูพระเทพโลกอุดรนั่นเอง ถ้าหากใครเคยดูวีดีโอคลิปที่ถ่ายตอนหลวงพ่อสอนกรรมฐานด้วยตัวท่านเอง ท่านพูดเลยว่าหลวงปู่ดำในป่าเป็นคนสอนท่านครับ
****************************************
กราบ กราบ กราบ
พระเดชพระคุณหลวงพ่อ สมชัย ธุรวาโห (พระอุปัชฌาย์) วัดตูม พระอารามหลวง

      เป็นวัดที่มีพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ ชื่อ หลวงพ่อทองสุขสัมฤทธิ์ พระพุทธรูปองค์นี้ เป็นพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ ทรงเครื่อง ปางมารวิชัย เรียกกันเเป็นสามัญว่า "หลวงพ่อสุข" สร้างสมัยใดไม่ปรากฎ เป็นพระทรงเครื่องแบบมหาจักรพรรดิราชาอธิวาสสวมมงกุฎ มีกุณทับทรวง สังวาลพาหุรัด ประดับด้วยเนาวรัตน์ ประทับนั่งขัดสมาธิ ส่วนมงกุฎซึ่งสามารถเปิดออกได้ ซึ่งจะพบว่าในพระเศียรนั้นเป็นโพรง จะมีน้ำซึมออกมาตลอด ซึ่งทางหลวงพ่อจะตักออกเดือนละครั้งและนำมาเป็นน้ำมนต์ไว้ในวิหาร ในประเทศไทยมีอีกวัดหนึ่งก็คือวัดน้ำฮู ที่อ.ปาย ชื่อหลวงพ่ออุ่นเมือง ครับ คาดว่าน่าจะเป็นเหล็กไหลเปียกที่ได้บรรจุไว้เศียรพระ

ด้านในเศียรพระ เห็นเหล็กไหลมั้ยครับ

*********************************************************************************
กราบ กราบ กราบ
พระอาจารย์ พ.สุรโตโช พ่อแม่ครูอาจารย์ 
สำนักสงฆ์ ภูดานไห กาฬสินธุ์
***********************************************************************************
กราบคารวะบรมครูและปรมาจารย์แห่งพระพิมพ์พระเครื่อง
คุณปู่ประถม อาจสาคร อายุ 92 ปี (พ.ศ.2555) ผู้ให้ความรู้เรื่องพระพิมพ์วังหน้า วังหลวง และพระหลวงปู่เทพโลกอุดร
       พระพิมพ์คู่กายเส้นที่หนึ่ง สร้อยเหล็กไหลเงินยวงของหลวงปู่หวล วัดพุทไธศวรรย์ ตะกรุดบรมครูพระเทพโลกอุดรและพระมงคลมหาลาภ ทั้งหมดนี้คุณปู่ประถมได้ตรวจอิทธิคุณแล้วว่าดีเยี่ยมมากครับ ส่วนตะกรุดและสร้อยพญาเหล็กได้รับพระมหาเมตตาสงเคราะห์อธิษฐานจิตเพิ่มจาก พระเบื้องบนจนอิทธิคุณเป็นไร้ขีดจำกัดไปแล้วครับ
------------------------------------
       พระพิมพ์คู่กายผมเส้นที่สอง เป็นพระพิมพ์บรมครูพระเทพโลกอุดรทั้งหมด มีทั้งกรุเก่า กรุใหม่ และเนื้อว่าน คุณปู่ประถมได้ตรวจอิทธิคุณให้แล้วครับ ท่านบอกว่าดีเยี่ยมทุกองค์ ส่วนองค์ในกรอบพลาสติคสีดำที่เลี่ยมเปิดหน้าและเปิดหลังนั้น ผมได้เคยนำไปให้หลวงพ่อไผ่ (ศิษย์หลวงปู่มูนียะเถระเจ้า) ให้ท่านช่วยตรวจอิทธิคุณ ท่านได้นำองค์พระกำไว้ในมือ หลับตานิ่งไปประมาณ 5 นาที หลังจากที่ท่านลืมตาขึ้น ท่านกล่าวว่า "ฉันไม่ได้เสกพระนี้นะ ฉันขอบารมีท่านต่างหาก"
---------------------
ขอเชิญร่วมบุญกับทุนนิธิ
"ศ. ทุนนิธิสงเคราะห์สงฆ์อาพาธ อ.ประถม อาจสาคร" (Pratom foundation)
บัญชีธนาคารกรุงศรีอยุธยา สาขาถนนวิภาวดีรังสิต (ซันทาวเวอร์ส) บัญชีออมทรัพย์ หมายเลข 348-1-23245-9
ดูลิ้งค์
http://board.palungjit.com/f15/ขอเชิญร่วมทำบุญสงเคราะห์พระภิกษุสงฆ์อาพาธ-102545.html

อานิสงส์การบริจาคเงินบำรุงโรงพยาบาลสงฆ์และโรงพยาบาลอื่นๆ เพื่อประโยชน์ในการรักษาพยาบาลภิกษุสงฆ์หรือสามเณรอาพาธ
๑. ชื่อว่าเสมือนอุปัฏฐากพระพุทธเจ้า ดังพระพุทธพจน์ที่ว่า "ผู้ใดต้องการอุปัฏฐากเราตถาคต ผู้นั้นจงไปอุปัฏฐากภิกษุไข้เถิด"
๒. อกุศลกรรมในอดีตชาติจะเปลี่ยนจากหนักเป็นเบา จากเบาเป็นสูญ ถือเป็นการสะเดาะเคราะห์อย่างหนึ่งได้
๓. เจ้ากรรมนายเวรในอดีตชาติ เมื่อได้รับส่วนบุญนี้จะเลิกจองเวรจองกรรม ช่วยให้พ้นเวรพ้นกรรม
๔. สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง เทวดารักษา สรรพวิญญาณเมตตาปราณี
๕. เหล่าวิญญาณร้ายไม่อาจเบียดเบียนบีฑาได้
๖. จิตใจสงบร่มเย็น ปวงภัยไม่เกิด ฝันร้ายไม่มี มีสง่าราศีผ่องใส สุขภาพเเข็งเเรง กิจการงานเป็นมงคลแก่ตัว อายุยืนยาว ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย
๗. คุณธรรมเจริญมั่นคง ปฏิบัติธรรมก้าวหน้า ปัญญาเกิด
๘. ไม่พลัดพรากจากคนรัก ของรัก ก่อนเวลาอันควร
๙. ชื่อว่าได้อุปถัมภ์บำรุงพระพุทธศาสนาให้มั่นคง ยั่งยืน
๑๐. ถือเป็นการทำสังฆทานอย่างหนึ่ง เพราะเป็นการถวายการอุปัฏฐากบำรุงแก่พระภิกษุสงฆ์จำนวนมาก
๑๑. จะไม่ไร้ญาติขาดมิตร เวลาแก่ เวลาเจ็บไข้ได้ป่วยจะมีคนคอยดูเเล ไม่ถูกทอดทิ้งให้อยู่คนเดียว
๑๒. มีเดชบารมีมาก มียศวาสนา เป็นใหญ่เป็นโต ไม่มีใครข่มขี่เบียดเบียนได้
๑๓. จะเป็นที่รักแก่คนทั้งปวง ไปที่ใดจะมีผู้คอยช่วยเหลือเกื้อหนุน ไม่ถูกปล่อยให้ขัดข้องในเรื่องทั้งปวง
๑๔. จะมีสมบัติมาก และสมบัติจะไม่ถูกทำลายโดยราชภัย โจรภัย อัคคีภัย อุทกภัย วาตภัย ฯลฯ
๑๕. จะได้พบพระอริยสงฆ์ ได้พบพระอรหันต์ ได้พบพระดี ได้พบพระเครื่องพระบูชาที่มีความศักดิ์สิทธิ์ ไม่เจอพระปลอม ไม่เจอพระเก๊ พระทุศีล
๑๖. จะได้ฟังธรรมจากพระอริยเจ้า และเข้าถึงธรรมได้โดยง่ายดาย
๑๗. จะได้เจอครูบาอาจารย์และเพื่อนที่ทรงคุณธรรม
๑๘. ด้วยบุญที่อุปัฏฐากภิกษุอาพาธนี้จะเป็นปัจจัยแก่สวรรค์และนิพพาน
๑๙. ด้วยบุญที่อุปัฏฐากภิกษุอาพาธนี้ สามารถอธิษฐานให้เป็นปัจจัยแก่การบรรลุเป็นพระมหาสาวก พระอัครสาวก พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในอนาคตกาลได้
----------------------------------------------------------------
กราบขอบพระคุณอาจารย์อีก 2 ท่าน
ได้แก่ ท่านดร. ณัฐชัย  ท่านดร.ณัฐนนต์  ผู้ได้สอนวิชา "จิตรู้" ให้กระผมได้ทราบ และได้เปิดสิ่งที่เป็น "อจินไตย" ที่ไม่สามารถบอกกล่าวในบล๊อคสาธารณะนี้ได้ อันเนื่องมาจากถ้าบอกไปแล้วจะทำให้ผู้ที่ไม่เชื่อ ไม่รู้จริง จะทำการดูถูก ปรามาส ซึ่งจะเป็นกรรมหนักของผู้ดูถูกและปรามาสนั้น
  บันทึก 9 ต.ค. 2554
----------------------------------------------------------------
 คติธรรมจากอาจารย์สันยาสีที่ผมนับถือ
              วัดก็ดี  พระก็ดี  ชีก็ดี โยมใกล้วัดก็ดี  ล้วนเป็นการเข้าไปยึดในรูปแบบเพื่อการใดการหนึ่งตราบใดที่เรายังหลงรูปแบบ เราก็จะถูกกระทำด้วยเหตุใดเหตุหนึ่งเสมอ รูปแบบทำให้คนเราหน้ามืดตามัว  ทุกชาติ ทุกภาษา ทุกศาสนา 
              ผมมองสิ่งใด  มองใคร  ผมจับแก้ผ้าก่อนเสมอ  เมื่อเอาเสื้อผ้าออก คน ๆนั้นก็เสมอเรา  จากนั้นก็สามารถตรวจตราทุก อย่างด้วยสายตาที่เป็นกลาง แต่กับมิตรสหายผู้ร่วมทางเราไม่ได้ใช้รูปแบบจึงไม่ต้องถอดผ้า
                                                                           สันยาสี
------------------------------------------------------------


     บุญเท่านั้นที่ติดจิตวิญญาณไป สมบัติทั้งหลาย รวมถึงพระเครื่องพระพิมพ์ทั้งหมดก็ไม่สามารถนำไปด้วยเมื่อตายลง แต่ที่ผมสะสมไว้ก็เพื่อเป็นพุทธานุสติแก่ชนรุ่นหลัง ไม่ว่า ลูก หลาน ญาติ มิตร ผู้ที่มาร่วมทำบุญกับผม เมื่อหลายปีก่อนนั้น ผมไม่เคยเลยที่จะสนใจเรื่องพระศาสนา แต่เมื่อได้พระเครื่องพระพิมพ์จากคุณพ่อคุณแม่คุณยายมาหลายร้อยองค์ ก็เริ่มศึกษาหาที่มา จนในที่สุดก็พบว่าจิตใจเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ ไม่เคยมีศีลก็มีศีลครบ ไม่เคยสวดมนต์ก็สวดทุกวันมิได้ขาด ไม่เคยปฏิบัติวิปัสสนาก็เริ่มปฏิบัติ สิ่งดีๆก็เริ่มเข้ามาสู่ชีวิต เหตุการณ์ไม่ดีไม่งามที่จะเข้ามาก็ถูกปัดเป่าไปอย่างอัศจรรย์ จากหนักเป็นเบา จากเบาเป็นสูญ ด้วยเหตุนี้จะขอส่งต่อไปยังลูกหลานต่อๆไปได้เกิดจิตศรัทธาธรรมแบบที่ผมได้ เกิดมีขึ้นมาเมื่อได้รับพระพิมพ์พระเครื่องต่อจากคุณพ่อคุณแม่และคุณยายครับ
คงภัค ตรีสารศรี บันทึก
------------------------------------------------------------

นโม ตัสส ภควโตฯ มหาพลานุภาพ มหานมัสการที่คาดไม่ถึง


           ความนอบน้อม อันถึงพร้อมด้วยกาย วาจา ใจ ต่อองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นบรมศาสดาแห่งมวลมนุษย์และทวยเทพ มีอานิสงส์ โดยข้อปฏิบัติที่ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งพระพุทธศาสนา คือ การเจริญพระพุทธคุณด้วยบทว่า "นโม ตัสสะ ภควโต อรหโต สัมมาสัมพุทธัสสะ" ซึ่งโบราณาจารย์เรียกว่า "มหานมัสการ"
"มหานมัสการ" คือ บทน้อมนอบที่สำคัญยิ่ง ในพระไตรปิฏก มีปรากฏบุคคลผู้สาธยายบทนี้
เป็นคำอุทานที่ไม่ใช่พุทธภาษิต กล่าวคือ พระพุทธเจ้ามิได้ทรงตรัสเป็นพุทธภาษิตด้วยพระองค์เอง แต่เป็นข้อความและเรื่องราวที่มีปรากฏในพระบาลีหลายแห่งทั้งความมุ่งหมายที่แตกต่างกัน คือ บางท่านได้รับกิตติศัพท์อันสูงส่งของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วก็เปล่งอุทานขึ้นด้วยความเลื่อมใส บางท่านเปล่งด้วยความพลั่งปาก แต่ทวาเป็นไปในทางที่ดี บางท่านก็เปล่งขึ้นด้วยตั้งใจจะเทิดทูนพระพุทธคุณเพื่อยึดเหนี่ยวเอาพระพุทธคุณมาเป็นอารมณ์ป้องกันภยันตรายที่จะมาเบียดเบียน อาทิ ท่านท้าวสักกะ , พรหมายุพราหมณ์ , ชาณุสโสณิพราหมณ์ , นางธนัญชานี , ลูกชายของนายทารุสากฏิกะ เป็นต้น
      ภายหลังพุทธปรินิพพาน พระอรหันตเจ้าทั้งหลาย ได้ยกบทนี้ขึ้นสู่สังคายนาไว้ในพระสูตรต่างๆ และใช้เป็นคำนมัสการขึ้นต้น เป็นแบบอย่างของชาวพุทธสืบต่อมา เช่น ใช้เป็นคำนอบน้อมเริ่มต้นก่อนรจนาคัมภีร์ เป็นต้น ฉะนั้น ชาวพุทธจึงนิยมสวดบทนมัสการนี้นำ ก่อนที่จะสวดบริกรรมมนต์บทอื่น และนิยมเขียนไว้เป็นเบื้องแรกของคัมภีร์
      บท "มหานมัสการ" นี้ มีความสั้นกะทัดรัด แต่สามารถรวบยอดพรรณนาความสำคัญ ๓ อย่าง คือ พระมหากรุณาธิคุณ(ภควโต) ,พระวิสุทธิคุณ(อรหโต) , และ พระปัญญาธิคุณ(สัมมาสัมพุทธัสสะ) ของพระพุทธองค์ตามลำดับได้อย่างน่าอัศจรรย์
พระพุทธคุณทั้ง ๓ บทนี้ เป็นรากเหง้าเค้ามูลให้บังเกิดพุทธคุณทั้งปวงนับประมาณมิได้ มีความงามในเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด เพียบพร้อมด้วยศัพท์และอรรถ มีความวิจิตรพิสดารด้วยนัยะหลากหลาย
      พระพุทธคุณทั้ง ๓ บทนี้ ประเสริฐยิ่งนัก เพราะทำให้เวไนยสัตว์ตลอดกว่า ๒,๕๐๐ ปี ตราบจนถึงกาลบัดนี้ ได้มีโอกาสศึกษา ปฏิบัติพระธรรมตามความตรัสรู้ ได้รักษาชีวิตให้ดำเนินอยู่ในกุศล และมีโอกาสยกระดับจิตใจ สติปัญญาให้สูงยิ่งๆ ขึ้น ลดละทุกข์ได้ตามลำดับ จนถึงความสิ้นทุกข์โดยสิ้นเชิงได้ ฉะนั้น การสาธยายบท "มหานมัสการ" นี้ ด้วยความนอบน้อม จึงถือว่าเป็นการเจริญ "พุทธานุสสติกรรมฐาน"
     
การน้อมรำลึกถึงพระพุทธคุณเป็นสิ่งสำคัญ ผู้สวดบริกรรมหรือสาธยาย ไม่ควรสวดหรือสาธยายนอบน้อมถึงพระพุทธคุณเฉพาะเวลากราบไหว้พระสวดมนต์ หรือประกอบพิธีกรรมการกุศลเท่านั้น แต่ ควรระลึกนอบน้อมทุกเวลาที่มีโอกาส ดังเช่น นางธนัญชานีไม่ว่านางจะไอ จาม หรือแม้สะดุดลื่น หกล้ม ก็จะระลึกถึงพระพุทธคุณ แล้วเปล่งอุทานนอบน้อมว่า "นโม ตัสสะ ภควโต อรหโต สัมมาสัมพุทธัสสะ" ทุกครั้ง
      การบำเพ็ญบุญด้วยการเจริญพระพุทธคุณ ด้วยจิตศรัทธาเลื่อมใส จนเกิดความปิติปราโมทย์ด้วยความดื่มด่ำในพระพุทธคุณ จัดเป็นกระแสห้วงบุญอันใหญ่หลวง ที่ยังกิริยาการนอบน้อมให้สำเร็จเป็นไปทุก ๆ (ชวนจิต) ๗ ขณะ ตลอดหลายแสนโกฎิครั้ง กระแสบุญนั้นเป็นบุญไพศาล มีอานุภาพมาก มีอานิสงส์มาก เพราะเจริญในเนื้อนาบุญอันสูงสุด คือ พระพุทธเจ้า ย่อมส่งผลให้ผู้นอบน้อมบูชานั้น ได้รับผลทั้งในปัจจุบันและอนาคต ทั้งที่เป็น "โลกิยะ" และ "โลกุตตระ"
     
ผลที่เป็นโลกิยะ ได้แก่ ทำให้แคล้วคลาดจากอุปสรรคอันตราย , ทำให้ขจัดภัยและความหวาดกลัว , ความตกใจ , ความขนพองสยองเกล้า , ประสบความสวัสดี , ความเจริญรุ่งเรือง , ได้รับชัยชนะ , มีสุขภาพอนามัยดี , มีอายุยืน , สมบูรณ์ด้วยโภคทรัพย์ , ชักนำให้เกิดในสุคติภพ
     
ผลที่เป็นโลกุตตระ ได้แก่ อริยผล ๔ ประการคือ โสตาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล และอรหัตตผล เพราะผู้ระลึกถึงพระพุทธคุณด้วยความนอบน้อมอยู่เนื่อง ๆ ย่อมก่อให้เกิดศรัทธาที่ตั้งมั่นอันเป็นเหตุให้เกิดความปิติปราโมทย์ ที่มีกำลังมากในขณะนั้น ครั้นเจริญสติตามรู้ความปิติปราโมทย์นั้นเป็นอารมณ์ ก็สามารถบรรลุธรรมเป็นพระอริยบุคคลได้โดยพลัน ดังเช่น พระปุสสเทวเถระผู้อยู่ที่กัฏฐอันธการวิหาร บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ และพระนางอสันธิมิตตา อัครมเหสีของพระเจ้าอโศกมหาราชบรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน
        อานุภาพของบทมหานมัสการ "นโม ตัสสะ ภควโต อรหโต สัมมาสัมพุทธัสสะ" อันประกอบด้วยพระพุทธคุณ ๓ ประการ ที่บุคคลผู้สวดบริกรรม หรือสาธยายด้วยจิตที่มีสมาธิแน่วแน่ น้อมระลึกพระพุทธคุณเป็นอารมณ์ด้วยทวารทั้ง ๓ จะแผ่ไปถึงแสนโกฏจักรวาฬ ทำให้ผู้สวดหรือผู้สาธยายได้รับอานิสงส์มหาศาลประมาณมิได้ เฉกเช่นคนที่ไม่ได้รับประทานอาหาร ย่อมไม่อาจรับรู้รสอาหารและผลของการรับประทานอาหารได้ พุทธบริษัทควรหมั่นสวดสาธยายบทมหานมัสการ หรือบทสวดมนต์อื่นๆ ด้วยการน้อมระลึกถึงพระพุทธคุณอยู่เนื่องๆ เถิด บุญราศีโกฏฐานอันนั้น
ย่อมมีผลานิสงส์อันยิ่งใหญ่ ฉะนี้แล
------------------------------------------------------------ 

อย่ารอชาติหน้า.... ทำซะเลยชาตินี้
http://www.youtube.com/watch?v=CbMS4UdR1SU 


------------------------------------------------------------  


























************************************** 
































**************************************
ภาพข้างล่างนี้ ผมชอบเป็นพิเศษครับ หลานทั้งสองเอ๋ย จิตใจเจ้าเมตตายิ่งนัก ขอให้เจริญในธรรมยิ่งๆ ขึ้นไปด้วยเทอญ เธอทั้งสองจะไม่มีภัยร้ายจากเขี้ยวงาตลอดไป


ติดต่อพูดคุยกันได้ที่ tkongpak@gmail.com ครับ