21 มีนาคม 2559

แบ่งปันสิ่งที่ได้รู้มา และพิจารณาแล้วว่าเป็นสิ่งควรค่าน่าศึกษา

เจตนาที่หวังให้คนอื่นๆได้ยั้งคิดยั้งใจ จะได้เลิกไล่ล่า หาพระจนขาดสติ... 
----------------------------------------------------------------------------
ขอขอบพระคุณแหล่งที่มาของข้อมูลทั้งหมดมา ณ ที่นี้ 
ได้แก่
- อ.ปู่ประถม อาจสาคร
- คุณหนุ่ม เมืองแกลง
- และท่านที่ไม่ได้เอ่ยนาม เนื่องจากไม่ทราบจริงๆ

กุศลผลบุญใดที่เกิดขึ้น ขอผลบุญนั้นจงมีแด่ อ.ปู่ประถม, คุณหนุ่ม เมืองแกลง และ เจ้าของบทความทุกท่านครับ




*************************
คำนำจากหนังสือ "ปู่เล่าให้ฟัง"

ดูในกรอบสีแดงนะครับ
*********************
พระเครื่องติดกายองค์ไหนดีที่สุดสำหรับเรา
----------------------------------------------------------------
คำตอบคือ.. เลือกห้อยองค์ที่เราศรัทธาที่สุดครับ ประวัติพระชัดเจนทั้งผู้สร้างและผู้เสก แล้วมั่นคงกับพระของท่านตลอดไป
----------------------------------------------------------------
.
หลายๆ ท่าน เมื่อได้อ่านหรือได้ฟังเรื่องเกี่ยวกับพระเครื่องและท่านผู้เสกองค์อื่นๆ แล้ว... ก็ศรัทธาอยากจะได้มา ก็เที่ยวเสาะหากันเรื่อยไป บางท่านมีทรัพย์มาก ก็สามารถหามาบูชาได้มาก หามาเป็นสิบ เป็นร้อย เป็นพันองค์ ***ไล่ล่าหากันไม่จบสิ้น***
.
ทีนี้..ท่านที่มีพระหลายสิบหลายร้อยองค์ ท่านก็รู้ด้วยตนเองอยู่แล้วว่าคนปกติ..อย่างมากก็ห้อยพร้อมกันได้ไม่เกิน 10 องค์ บางท่านก็อาจจะห้อยเดี่ยว.. เพื่อแสดงว่าท่านมั่นคงกับพระเครื่องและครูบาอาจารย์ผู้เสกพระนั้น...
.
แต่ไม่นาน..ก็เปลี่ยนพระห้อยเดี่ยวอีกแล้วเมื่อท่านได้ทราบเรื่องเพิ่มเติมว่ามีพระเครื่องอื่นๆ หรือท่านผู้เสกอื่นๆ ที่ทำให้ท่านศรัทธาขึ้นมาอีก บางคนเปลี่ยนพระห้อยเดี่ยวเหมือนแฟชั่น ..ผมก็เคยพบแต่ไม่เตือนหรอกเพราะยังไงเขาก็ไม่ฟัง
.
เมื่อก่อน...ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่ว่านั้น นั่นแสดงถึงความโลเลไม่แน่ใจในครูบาอาจารย์และพระเครื่องของท่าน
.
แต่ถ้าท่านยังชอบที่ห้อยพระหลายองค์ หลายอาจารย์... ก็ขอให้เลือกพระที่สำเร็จด้วยอภิญญาสมาบัติแบบเดียวกัน รังสีจิตไม่ขัดกัน เช่น พระมงคลมหาลาภ+พระของหลวงพ่ออภิชิโต+พระหลวงปู่ปาน (และคณะศิษย์ของท่าน) จะเข้ากันและเสริมอิทธิคุณกันได้
.
หรือก็เลือกห้อยพระหลายองค์ที่ผู้เสกเป็นองค์เดียวกัน
.
รู้หรือไม่ว่า.. พระชุดเบญจภาคีที่บัญญัติกันขึ้นมาให้ห้อยรวมกัน 5 องค์นั้น.. จะดีกับผู้ขายพระเท่านั้นครับ (อ.ปู่ประถม เคยบอกผมมา)

*********************

การจะหาวัตถุมงคลติดตัวเพื่อลดแรงกรรมนั้น (ไม่ใช่การตัดกรรม) จะต้องทำอย่างไร มาอ่านที่พี่หนุ่มได้บรรยายไว้ครับ

-----------------------------------------------------------------
1. ต้องมาจากศรัทธา... ไม่ใช่กระแสหรือความแพงของพระ
ไม่ควรเปลี่ยนพระไปมา โลเลไม่แน่นอน พออ่านหรือใครบอกว่ามีองค์อื่นดียังงั้ยยังงี้.. ก็หาพระใหม่มาเปลี่ยนตลอด
2. ต้องสื่อจิตถึงท่านผู้เสกพระนั้นได้
คือเมื่อมั่นใจจะบูชาพระชุดนี้ติดตัวแล้ว ให้จัดพานขันธ์ 5 จุดธูป 16 ดอกบอกกล่าวท่านผู้เสก (นึกภาพท่านด้วย) และกล่าวอัญเชิญเทวดาประจำองค์พระมารับทราบ (ภาษาไทยนี่แหละ)........ และเมื่อเรามีโอกาสสร้างบุญแล้วให้บอกกล่าวน้อมถวายบุญเทวดาประจำองค์พระหรือให้ท่านร่วมโมทนาบุญนั้นเสมอ
3. สำคัญที่สุด - คนห้อยพระ มีศีลบริสุทธิ์แค่ไหน
คืออย่างน้อยควรมีศีลบริสุทธิ์ 2 ข้อ เช่น หลวงปู่ปาน วัดบางนมโค ซึ่งเป็นพระอาจารย์ของหลวงพ่อฤาษีวัดท่าซุง ท่านกล่าวไว้ว่า พระฉันจะศักดิ์สิทธิ์ เธอจะต้องมีศีลบริสุทธิ์อย่างน้อย 2 ข้อ คือข้อ 2 และข้อ 5
---------------------------------------------------------------------
ทำไมเรื่องการมีศีลของคนห้อยพระสำคัญที่สุด......... พระเครื่องบางองค์ พระอริยเจ้าท่านได้ขอเบื้องบนเมตตาให้มีเทวดามาประจำองค์พระ.. ซึ่งท่านมาประจำจริงๆ ... เหล่าเทวดานั้นคงไม่อาจคุ้มครองหรือเกื้อหนุนบุคคลที่ห้อยพระนั้นแล้วยังทำศีลขาดเป็นประจำ ลำพังตัวมนุษย์ก็แสนจะเหม็นอยู่แล้ว ยิ่งมาเจอคนไร้ศีล ท่านก็คงต้องขอลา จากวัตถุมงคลนั้นแล้วกลับวิมานของท่านดีกว่า
.
เมื่อห้อยพระดีติดตัวแล้ว... แต่ยังไม่มีอะไรดีขึ้น หรือแย่ลงกว่าเดิม... อย่าไปโทษพระหรือเทวดาไม่ช่วย... หันมาดูตัวเองก่อนว่า .... "สะอาดและดีพอ"..... ให้ท่านช่วยหรือยัง
*********************
ก่อนเข้านอนคืนนี้... เคยคิดมั้ยว่าพรุ่งนี้จะได้ตื่นมาอีกหรือเปล่า
--------------------------------------------------------------
หากจะต้องไม่ได้ตื่นขึ้นมาล่ะ.. จิตเราเกาะอยู่กับอะไรก่อนตาย ผมขอตัดช่องน้อยแต่พอตัวของผมดังนี้คือ
1. ท่านใดมีห้องพระ ก็ไปห้องพระ ถ้าไม่มีห้องพระก็นำพระเครื่องที่ห้อยคอ วางบนผ้าขาวที่ปูบนหมอนที่จะหนุนนอน


2. ก่อนสวดมนต์ อาราธนาศีลห้า ให้เราเป็นผู้มีศีลก่อนสวดมนต์


3. สวดมนต์ด้วยจิตที่ระลึกถึงพระรัตนตรัยอย่างจริงจัง หากได้ทราบความหมายในบทสวดจะทำให้การสวดมนต์นั้นมีความซาบซึ้งของจิตมากยิ่งขึ้น


4. สวดมนต์เสร็จก็แผ่เมตตาให้แก่สรรพสัตว์ทั้งหลายให้ได้รับส่วนกุศลในการสาธยายพุทธมนต์นั้น


5. หลังจากนั้น...ถ้าไม่ได้นั่งภาวนา ก็นอนภาวนาคำ "พุทโธ" ไปเรื่อยๆ จนหลับไปเอง (ปัจจุบันถ้าไม่ได้ภาวนาพุทโธแล้วจะนอนไม่ได้เลย)
---------------------------------------------------------------------------
สิ่งที่ผมจะได้จากการปฏิบัติแบบนี้ก็คือ
- ระหว่างที่ผมหลับ ผมจะเป็นผู้ที่มีศีลห้าครบ
- เมื่อได้ภาวนาพุทโธ จิตก่อนเข้าภวังค์ตอนหลับ จะเป็นจิตเกาะติดกับพุทธะ
- หลังแผ่เมตตา เหล่าเทพยดาและสัตว์ทั้งหลายที่ได้รับส่วนกุศลในการสาธยายพุทธมนต์ ต่างก็อำนวยพรให้กับผมแน่นอน
----------------------------------------------------------------------------
ถ้าผมจะต้องตายไประหว่างหลับไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ตามนั้น... การเป็นผู้มีศีลครบ, การที่จิตเกาะอยู่กับพุทธะจากการภาวนาพุทโธจนหลับไป และการได้รับการอำนวยพรจากเทพดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายจากการแผ่เมตตา ... อย่างน้อยผมจะมีสุคติภูมิเป็นที่ไปแน่นอน.... (ประยุกต์คำสอนของหลวงพ่อฤาษีฯ)
.
ถ้าท่านทั้งหลายที่อ่านบทความนี้ ได้ปฏิบัติทุกวันเป็นเวลา 10-15 นาทีทุกคืนก่อนนอน จะเป็นการจองสุคติภูมิไว้แน่นอนครับ ...เอาเงินเป็นร้อยล้านซื้อสุคติภูมิก่อนตายนั้นไม่ทันแน่นอน... ผมมั่นใจ
*********************
ขอบอกเล่าเรื่องวัตถุมงคลที่มาแบบอจินไตยที่เสด็จมาให้เฉพาะบุคคล
---------------------
------------------------------------
ผมเคยเห็นการขอและการให้วัตถุมงคลที่มาแบบอจินไตย แบบไม่ระมัดระวังคือขอมาง่ายๆ แล้วก็ให้ไปมั่วๆ คือ ใครจะขอก็ให้ ...
.

.... มีเสียงกระซิบจากอีกมิติบอกว่า.. "อย่าได้ทำแบบนั้นเชียว"
วัตถุมงคลต่างๆ ที่เขามาอยู่กับเราโดยมาแบบอจินไตยนั้น เขาเจาะจงมาอยู่กับเราครับ โดยอาจจะเป็น
1. เขาเจาะจงมาเอง
2. เขาได้รับคำสั่งจากผู้ที่สูงกว่าให้มาอยู่กับเรา
.
ซึ่งถ้าเป็นแบบข้อ 1 และ 2 นี้ เรามักจะได้มาแบบ "ฟรีๆ" โดยไม่ต้องมีเงินทองหรือสิ่งใดแลกเปลี่ยน นอกจากการที่เราได้ทำบุญน้อมถวายสิ่งเหนือธรรมชาตินั้นคืนกลับไป
.
ถ้ามีผู้มาขอแล้วจะให้กันหรือเราเลือกที่จะให้ใครก็ตาม.. ก็ควรเลือกให้คนที่มีศีลเสมอกันหรือศีลมากกว่า จึงจะถูกต้องและเป็นมงคลกับชีวิตครับ
.
ขอเปรียบเทียบง่ายๆ ...
.
สมมุติว่าผมมีความยินดีที่จะไปอยู่หรือไปช่วยเหลือใครสักคนหนึ่งด้วยความเต็มใจ เมื่อเราไปอยู่กับคนนั้นแล้ว เราก็รู้สึกยินดีและเต็มใจที่จะช่วยเหลืออย่างเต็มที่
.
มาวันหนึ่ง คนที่ผมได้ไปช่วยเหลือเขาให้สุขสบายแล้ว เขาคนนั้นได้ส่งผมให้ไปอยู่กับอีกคนหนึ่ง ซึ่งเป็นบุคคลที่แย่กว่าคนแรกที่ผมเคยไปช่วยเหลืออยู่นั้น ผมคงไม่เต็มใจและไม่มีความสุขที่จะช่วยเขา และคงหาโอกาสหนีไปแน่นอน
.
แต่ถ้าเขาส่งผมไปอยู่กับบุคคลที่ดีกว่าคนแรก ความดี ความมีศีลของคนที่สอง ก็จะทำให้ผมยินดีที่จะช่วยเหลือต่อไป
เปรียบเทียบแค่นี้ก็น่าจะเข้าใจนะครับ
.
ดังนั้น.. ถ้าท่านยังไม่มีวาสนากับสิ่งมงคลที่มาแบบสิ่งอจินไตย ก็อย่าไปดิ้นรนขอใครเขา ทำตัวเราให้ดี และสะอาดพอที่สิ่งมงคลเหล่านั้นจะ “เสด็จ” มาหาเอง เชื่อว่าไม่ช้าไม่นานก็จะต้องสมปรารถนา
.
แต่สิ่งอจินไตยที่เสด็จมาแบบต้องเอาเงินไปแลก ผมขอไม่กล่าวพาดพิงแต่ประการใดนะครับ